เว็บบอร์ดไฟฟ้า

พูดคุยอัพเดดข้อมูลเรื่อง การใช้งานไฟฟ้า คำนวนค่าไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า
วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 11 ธ.ค. 2018 7:23 pm

» การปลูก ข่า ตะไคร้ การทำน้ำสกัดชีวภาพ แปรรูปข่า ตะไคร้

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง [ DST ]




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 23 มิ.ย. 2012 6:40 pm 
ออฟไลน์
Jr. Member
Jr. Member

ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 06 มิ.ย. 2012 4:45 pm
โพสต์: 78
การปลูก ข่า ตะไคร้ การทำน้ำสกัดชีวภาพ แปรรูปข่า ตะไคร้
แนบไฟล์:
ข่า ตะไคร้.jpg
ข่า ตะไคร้.jpg [ 29.38 KiB | เปิดดู 3558 ครั้ง ]

1. ผลิตข่า ตะไคร้ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง และปลอดจากศัตรูพืช

1.1 แนวทางการผลิตพืชให้ปลอดภัยและมีคุณภาพ ดังนี้

1.1.1. การคัดเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม
1) แหล่งปลูก : ควรเป็นพื้นที่ที่ใกล้แหล่งน้ำที่สะอาดและสะดวกต่อการนำมาใช้ มีการคมนาคมสะดวก
2) ลักษณะดิน : ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำและมีการถ่ายเทอากาศดี ค่าความเป็นกรดเป็นด่างเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
3) แหล่งน้ำ : ควรเป็นแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ อยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม และมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการปลูกพืช

1.1.2. พันธุ์พืช
มีการเลือกใช้พันธุ์พืชที่ต้านทานและปลอดจากเชื้อโรค หรือ เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ

1.1.3. การจัดการดินและปุ๋ย
มีการเตรียมดินอย่างถูกวิธี ควรมีการไถดะแล้วตากดิน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและศัตรูพืชอื่นๆ ที่อยู่ในดิน แล้วไถพรวนและตากดินซ้ำอีกครั้ง เพื่อช่วยให้ดินมีโครงสร้างที่เหมาะต่อการเพาะปลูกพืชใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและช่วยในการปรับโครงสร้างดิน

1.1.4. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน
คือ การใช้วิธีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบหลายๆ วิธีผสมผสานกัน ทั้งวิธีกล วิธีการใช้สารชีวินทรีย์ สารธรรมชาติ และสารเคมีร่วมกันในการป้องกันกำจัดควบคู่กับการจัดการที่ดี

1.1.5. การควบคุมวัชพืช
วัชพืชนอกจากจะเป็นพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารจากต้นพืชแล้ว ยังเป็นพืชอาศัยของโรคและแมลงพาหะของโรคพืชด้วย ซึ่งการควบคุมวัชพืชนั้นมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดพืชที่ปลูก แต่การป้องกันกำจัดวัชพืชนั้นควรเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ควรมีการไถตากดิน เพื่อช่วยให้เมล็ดวัชพืชที่งอกขึ้นแห้งตายไป

1.1.6. การเก็บผลผลิต
ควรเก็บผลผลิตในระยะที่มีอายุเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพดี ทั้งในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร รสชาติ และรูปร่างลักษณะ และการเก็บผลผลิตตลอดจนการขนย้าย ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เกิดบาดแผลและรอยช้ำต่างๆ ให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรค
การรักษาคุณภาพผลผลิตในเบื้องต้น สามารถทำได้โดยหลังเก็บผลผลิต ควรรีบนำเข้าที่ร่มและวางแผ่ออกเพื่อให้ผลผลิตได้มีการระบายความร้อน ไม่ให้เกิดความเสียหาย

1.1.7. การบันทึกข้อมูล
เกษตรกรควรมีการจดบันทึกข้อมูลการปฏิบัติและปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อสามารถตรวจสอบได้ หากเกิดการผิดพลาด มีปัญหาในการผลิตหรือคุณภาพผลผลิตจะได้สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงการปฏิบัติได้ทันท่วงที

1.2. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีผสมผสาน
การป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษ ควรใช้หลายๆ วิธีผสมผสานกัน ได้แก่
1.2.1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล
1) การใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง
คือ การใช้กับดักที่มีสีเหลือง เช่น กระป๋องน้ำมันเครื่อง แผ่นพลาสติก ถุงพลาสติก ซึ่งมีสีเหลืองจะช่วยดึงดูดแมลงตัวเต็มวัยต่างๆ เข้ามา และเมื่อทากาวเหนียวไว้รอบๆ กับดักสีเหลืองก็จะทำให้แมลงตัวเต็มวัยที่ออกมาให้เห็นในเวลากลางวัน เช่น เพลี้ยไฟ แมลงวันเจาะผล แมลงวันหนอนชอนใบ ผีเสื้อชนิดต่างๆ เช่น ผีเสื้อหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนคืบ และหนอนกินใบ บินเข้ามาติดกับดักและก็ตายไป
2) การใช้กับดักแสงไฟ
กับดักแสงไฟสามารถดักจับผีเสื้อกลางคืน เช่น ผีเสื้อหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบกะหล่ำ แสงไฟที่เหมาะสามารถล่อแมลงควรใช้แสงไฟสีม่วงหรือแสงสีน้ำทะเล แต่เกษตรกรสามารถใช้แสงไฟจากหลอดนีออนได้ ในการวางกับดักแสงไฟควรวางห่างจากพื้นดินประมาณ 150 ซม.
มีภาชนะใส่น้ำรองรับอยู่ข้างใต้ห่างจากหลอดไฟประมาณ 30 ซม.

1.2.2. การป้องกันโดยอาศัยศัตรูธรรมชาติ
การใช้สารชีวินทรีย์ เป็นการควบคุมศัตรูพืชโดยใช้สิ่งมีชีวิต ได้แก่ เชื้อไวรัส เช่น Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (BT) ไส้เดือนฝอย เช่น Steinernema carpocapsae Weiser เชื้อรา เช่น Trichoderma spp.หรือศัตรูธรรมชาติอื่นๆ เช่นแมลงตัวห้ำ ตัวเบียน เป็นต้น

1.2.3. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารชีวินทรีย์
การใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา เป็นพืชที่มีประโยชน์ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ได้หลายชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนหนังเหนียวหนอนกระทู้ชนิดต่างๆ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ เป็นต้น

1.2.4. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี
การใช้สารเคมีจะในกรณีเมื่อการใช้สารชีวินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชธรรมชาติแล้วไม่สามารถ
ยับยั้งการระบาดของศัตรูพืชได้ จึงใช้สารเคมี ควรใช้ให้ถูกต้องตามชนิดของศัตรูพืช อัตราการใช้และ
ทิ้งช่วงของระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อให้สารเคมีสลายตัว ไม่มีสารเคมีตกค้างในผลผลิต

1.3 การใช้แตนเบียนไข่ Trichogramma spp.ทำลายไข่ของผีเสื้อชนิดต่างๆ
แตนเบียนไข่ Trichogramma spp เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่ช่วยทำลายไข่ของผีเสื้อชนิดต่างๆ ที่เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญ เช่น ไข่ของผีเสื้อหนอนกอข้าว และไข่ของผีเสื้อหนอนเจาะสมอฝ้าย เป็นต้น

วิธีการปล่อยแตนเบียนไข่ ได้แก่
- นำตัวแตนเบียนไข่ไปปล่อยควบคุมแมลงศัตรูพืช ควรทำช่วงเวลาเย็น (หลัง 16.00 น.ไปแล้ว) โดยนำแผ่นกระดาษที่มีไข่ผีเสื้อข้าวสารที่ถูกเบียนไข่แล้ว 7 วันไปเย็บติดกับต้นพืชและควรมีสารทากันมดบริเวณรอบๆ กระดาษนี้ อัตราที่ปล่อยแตนเบียนไข่ประมาณ 20,000 – 30,000 ตัว/ไร่
- จุดที่ปล่อยควรมีระยะห่างกันไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ใน 1 ไร่ ไม่ควรเกิน 6 จุด เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อขอรับรายละเอียดและตัวอย่างแตนเบียน เพื่อนำมาทดลองปฏิบัติได้ที่ กลุ่มงานชีววิธี ส่วนบริหารศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร

1.4 การทำน้ำสกัดชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพสำหรับพืชผักน้ำสกัดชีวภาพ เป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์
โดยผ่านกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน ด้วยการเติมกากน้ำตาลและน้ำตาลทราย ให้เป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย ซึ่งมีจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรีย กลุ่มเชื้อรา กลุ่มยีสต์ ในน้ำสกัดชีวภาพที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายสมบูรณ์แล้ว จึงประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิดและสารประกอบจากเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน ธาตุอาหาร เอ็นไซม์ และฮอร์โมนพืชในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้ทำน้ำสกัดชีวภาพ

วัตถุดิบทำน้ำสกัดชีวภาพ สูตรต่างๆ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำวัตถุดิบที่มีและหาง่ายในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ได้แก่
พืชผักสด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว และตำลึง ฯลฯ
ผลไม้สุก เช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอ และฟักทอง ฯลฯ
ผลไม้ดิบ เช่น กล้วยน้ำว้า และมะละกอ ฯลฯ
สมุนไพรกลิ่นฉุนหรือมีรสเผ็ดเช่น สาบเสือ ขิงแก่ ข่าแก่ ตะไคร้หอม พริกไทย บอระเพ็ด กะเพรา เหง้ากระชาย ดีปลี พริก ลูกลำโพง ใบสะเดาแก่ ใบและผลเทียนทอง ฯลฯ
สมุนไพรรสขมหรือรสฝาดเช่น เปลือกต้นแค เปลือกต้นข่อย เปลือกต้นหว้า เปลือกมังคุด เปลือกเงาะ เปลือกทับทิม ใบแสยก ใบข่าไก่ ใบยูคาลิปตัส กระเทียม กานพลู ชะพลู กล้วยดิบ ลูกตะโกดิบ ลูกมะพลับดิบ และลูกหมาก ฯลฯ
พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ บอระเพ็ด ขิง พริกไทย หางไหล พริก มะกรูด ข่า กระชาย หนอนตายหยาก ดีปลี เป็นต้น
พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื่อรา ได้แก่ ทับทิม มังคุด แสยก ขาไก่ ว่านน้ำ กล้วยดิบ เงาะ ยูคาลิปตัส ชะพลู กระเทียม เป็นต้น

- น้ำสกัดชีวภาพสูตร 1 (บำรุงต้น)
องค์ประกอบ พืชผักสด : กากน้ำตาล อัตรา 3 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้หมักฟางในนาข้าว อัตราประมาณ 5 ลิตร/น้ำ 200 ลิตร/ไร่ โดยปล่อยไปกับน้ำที่ไขเข้านา และฉีดพ่นข้าวตั้งแต่อายุ 15–45 วัน อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน สำหรับพืชผักใช้ฉีดพ่นทางใบ อัตรา 15 – 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สลับกับให้พร้อมกับน้ำระบบสปริงเกอร์หรือรดด้วยอัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 15 – 20 วัน

- น้ำสกัดชีวภาพสูตร 2 (บำรุงดอกและผล)
องค์ประกอบ ผลไม้สุก : กากน้ำตาล อัตรา 3 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักกินดอก ผักกินผลและไม้ผลต่างๆ ฉีดพ่นทางใบในระยะออกดอกและติดผล อัตรา 15 – 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สลับกับให้พร้อมกับน้ำระบบสปริงเกอร์หรือรดด้วยบัวรดน้ำ อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน

- น้ำสกัดชีวภาพสูตร 3 (บำรุงดอกและผล)
องค์ประกอบ พืชผักสด : ผลไม้สุก : ปลาสดหรือหอยเชอรี่ : นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต :
กากน้ำตาล อัตรา 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 100 ซีซี : 2 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักกินดอก ผักกินผล พืชไร่ ไม้ผล ในระยะออกดอกและติดผล และใช้กับข้าวอายุ 45 วัน จนถึงระยะออกรวง ฉีดพ่นทางใบ อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน
- น้ำสกัดชีวภาพสูตร 4 (บำรุงดอกและผล)
องค์ประกอบ พืชผักสด : ผลไม้ดิบ : ผลไม้สุก : ปลาสดหรือหอยเชอรี่ : เหง้ากล้วย : กากน้ำตาล อัตรา 5 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 3 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักกินดอก ผักกินผล พืชไร่ ไม้ผล ในระยะออกดอกและติดผล โดยฉีดพ่นทางใบหรือรดลงดินรอบบริเวณโคนต้น อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน และใช้กับข้าวอายุ 45 วัน จนถึงระยะออกรวง ฉีดพ่นในอัตราเดียวกัน

- น้ำสกัดชีวภาพปลาสดหรือหอยเชอรี่ (บำรุงต้น)
องค์ประกอบ ปลาสดหรือหอยเชอรี่ : กากน้ำตาล อัตรา 1 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักและไม้ผล บำรุงต้นก่อนออกดอกฉีดพ่นทางใบหรือรดลงดินรอบบริเวณโคนต้น อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน

- น้ำสกัดชีวภาพถั่วเหลือง (บำรุงต้น ดอกและผล)
องค์ประกอบ เมล็ดถั่วเหลือง : กากน้ำตาล : น้ำสะอาด : หัวเชื้อจุลินทรีย์ อัตรา 3 กิโลกรัม : 3 กิโลกรัม : 10 ลิตร : 2 ลิตร
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักและไม้ผลได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ฉีดพ่นทางใบหรือรดลงดินรอบบริเวณโคนต้น อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน

- น้ำสกัดชีวภาพนมสด (บำรุงต้น ดอกและผล)
องค์ประกอบ นมสด : กากน้ำตาล : น้ำสะอาด : หัวเชื้อจุลินทรีย์ อัตรา 10 ลิตร : 3 กิโลกรัม : 5 ลิตร : 2 ลิตร
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักและไม้ผลได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ฉีดพ่นทางใบหรือรดลงดินรอบบริเวณโคนต้น อัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วัน

- น้ำสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
องค์ประกอบ สมุนไพรกลิ่นฉุนหรือมีรสเผ็ด : หางไหล : หนอนตายหยาก : ยาเส้น : เหล้าขาว : น้ำส้มสายชู : กากน้ำตาล อัตรา 3 กิโลกรัม : 3 กิโลกรัม : 3 กิโลกรัม : 0.5 กิโลกรัม : 750 ซีซี (1ขวด) : 250 ซีซี : 3 กิโลกรัม
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักไม้ผล และพืชไร่ ฉีดพ่นอัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และใช้กับข้าว ฉีดพ่นหรือปล่อยให้ไหลไปกับน้ำที่ไขเข้านา ในอัตราเดียวกัน

- น้ำสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา
องค์ประกอบ สมุนไพรรสขมหรือมีรสฝาด : กากน้ำตาล : น้ำสะอาด อัตรา 3 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : เติมจนท่วมสมุนไพร
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักไม้ผล และพืชไร่ ฉีดพ่นอัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และใช้กับข้าว ฉีดพ่นหรือปล่อยให้ไหลไปกับน้ำที่ไขเข้านา ในอัตราเดียวกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 23 มิ.ย. 2012 6:46 pm 
ออฟไลน์
Jr. Member
Jr. Member

ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 06 มิ.ย. 2012 4:45 pm
โพสต์: 78
วิธีการทำน้ำสกัดชีวภาพ
การทำน้ำสกัดชีวภาพแต่ละสูตรให้นำวัตถุดิบมาสับ บด โขลกหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบรรจุลงในภาชนะเติมกากน้ำตาลและส่วนผสมอื่นลงไป คนหรือคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาภาชนะหมักไว้ 7 – 15 วัน สำหรับน้ำสกัดชีวภาพถั่วเหลืองและน้ำสกัดชีวภาพนมสด ควรหมักอย่างน้อย 15 วัน ส่วนน้ำสกัดชีวภาพสูตร 3 และสูตร 4 และน้ำสกัดชีวภาพปลาสดหรือหอยเชอรี่ ควรหมักอย่างน้อย 1 เดือน จึงนำไปใช้ได้และระหว่างหมักให้หมั่นคนส่วนผสมทุกวัน น้ำสกัดชีวภาพที่ดีจะ มีกลิ่นหอม หากมีกลิ่นเหม็นหรือบูดเน่าให้เติมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแล้วคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 3 – 7 วัน กลิ่นเหม็นหรือบูดเน่าจะหายไป

- น้ำหมักแห้งชีวภาพ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตโดยนำมูลสัตว์ชนิดต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับขี้เถ้าแกลบหรือกากอ้อยและรำละเอียด แล้วใช้กากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาย่อยสลายให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอนุภาคเล็กลง
องค์ประกอบ มูลสัตว์ : ขี้เถ้าแกลบหรือกากอ้อย : รำละเอียด : กากน้ำตาล : น้ำสะอาด : หัวเชื้อจุลินทรีย์อัตรา 400 กิโลกรัม : 100 กิโลกรัม : 30 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 200 ลิตร : 5 ลิตร
การใช้ประโยชน์ ใช้กับพืชผักโดยคลุกเคล้ากับดินในระยะเตรียมแปลงปลูก อัตราประมาณ 2 กิโลกรัม/ตารางเมตร ในผักกินใบโรยแต่งหน้าหลังเมล็ดงอกประมาณ 15 วัน อัตราประมาณ 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร ส่วนผักกินผล ใช้โรยบริเวณโคนต้นในระยะติดผลและหลังเก็บผลผลิต อัตรา 50 – 100 กรัม/ต้น

วิธีการทำปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ
1. ผสมมูลสัตว์ ขี้เถ้าแกลบหรือกากอ้อย และรำละเอียดให้เข้ากัน
2. ผสมกากน้ำตาล น้ำสะอาด และหัวเชื้อจุลินทรีย์แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับส่วนผสมข้อ 1 จะได้ส่วนผสมที่มีความชื้นประมาณ 40% ซึ่งกำเป็นก้อนได้
3. กองส่วนผสมในที่ร่มแล้วเกลี่ยกองสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้กระสอบป่านชุบน้ำคลุมทิ้งไว้ 3 – 7 วัน โดยรดน้ำให้กระสอบป่านชื้นอยู่เสมอ จนกองปุ๋ยหมักไม่เกิดความร้อน ไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน แต่มีกลิ่นของเชื้อราเห็ดและมีเส้นใยเชื้อราสีขาวกระจายทั่วกองปุ๋ยหมัก ขณะที่เศษวัสดุมีลักษณะอ่อนนุ่มและมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ

หัวเชื้อจุลินทรีย์ เกิดจากการเลี้ยงขยายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้เจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น มี 2 วิธี คือ
1. การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์จากจุลินทรีย์ในดิน
องค์ประกอบ เศษไม้ ใบไม้ผุและดินที่มีเส้นใยเชื้อราสีขาว :รำละเอียด :น้ำสะอาด : กากน้ำตาล อัตรา 60 กิโลกรัม : 15 กิโลกรัม : 120 ลิตร : 6 กิโลกรัม
วิธีทำ
1. ผสมเศษไม้ ใบไม้ผุและดินที่มีเส้นใยเชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมกับรำละเอียด
2. ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร และกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันกับส่วนผสมข้อ 1 จะได้ส่วนผสมที่มีความชื้นประมาณ 30%
3. กองส่วนผสมในที่ร่มแล้วเกลี่ยกองสูงประมาณ 30 เซนติเมตร คลุมด้วยกระสอบปานชุบน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน หรือมีเส้นใยเชื้อราสีขาวกระจายทั่วกอง โดยรดน้ำให้กระสอบป่านชื้นอยู่เสมอ
4. นำส่วนผสมที่ได้ใส่ลงในถังหมักแล้วเติมน้ำสะอาด 100 ลิตร และกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม คนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วัน จึงกรองเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์บรรจุเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท
2. การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์จากสับปะรด
องค์ประกอบ สับปะรด : น้ำสะอาด : กากน้ำตาล อัตรา 2 ผล : 20 ลิตร : 5 กิโลกรัม
วิธีทำ
1. หั่นสับปะรดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบรรจุในถังหมัก
2. เติมน้ำสะอาดและกากน้ำตาล คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วปิดฝาภาชนะให้สนิทหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วัน คนส่วนผสมการหมักทุกวัน
การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์จากจุลินทรีย์ในดินดีกว่าการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์จากสับปะรด เพราะได้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์หลายชนิดกว่าและมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในธรรมชาติ
การใช้ประโยชน์หัวเชื้อจุลินทรีย์ ใช้เป็นส่วนผสมทำน้ำสกัดชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ

การใช้น้ำสกัดชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
1. น้ำสกัดชีวภาพมีค่าความเข้มของสารละลายสูง(ค่า EC เกิน 4 Ds/m) และเป็นกรดจัดมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 3.6–4.5 ก่อนนำไปใช้กับพืชต้องปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำสกัดชีวภาพให้เป็นกลางโดยเติมหินฟอสเฟต ปูนโดโลไมท์ ปูนขาว กระดูกอ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งอัตรา 5–10 กิโลกรัม/น้ำสกัดชีวภาพ 100 ลิตรแล้วผสมน้ำสกัดชีวภาพ อัตรา 30–50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
2. น้ำสกัดชีวภาพจะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้สูงสุดต้องใช้เวลาการหมักจนแน่ใจว่าจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรีย์สารสมบูรณ์แล้ว จึงนำไปใช้กับพืชได้
3. น้ำสกัดชีวภาพแต่ละสูตรมีธาตุอาหารเกือบทุกชนิดแต่มีในปริมาณต่ำ จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยเคมีเสริม
4. น้ำสกัดชีวภาพแต่ละสูตรมีฮอร์โมนพืชในระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ มีฮอร์โมนในกลุ่มอ๊อกซิน ได้แก่ อินโดลอะซิติกแอซิด (IAA) มีผลในการเร่งการเจริญเติบโตของยอด กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (GA3) ช่วยทำลายการพักตัวของเมล็ด กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น ส่งเสริมการออกดอก และทำให้ช่อดอกยืดยาวขึ้น และฮอร์โมนกลุ่มไซโตไคนิน ได้แก่ เซติน (Zeatin) และไคเนติน (Kinetin) มีผลกระตุ้นการเกิดตา ช่วยเคลื่อนย้ายอาหารในต้นพืชและช่วยให้พืชผักมีความสดนานขึ้น
ข้อควรระวัง น้ำสกัดชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ควรใช้ประกอบกับค่าวิเคราะห์ดินและเมื่อนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ซึ่งมิใช่แหล่งเกิดเทคโนโลยีภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น ควรใช้อย่างระมัดระวัง


1.5 การเก็บผลผลิตตะไคร้ในช่วงอายุที่เหมาะสม
เก็บผลผลิตตะไคร้พันธุ์ที่สามารถเก็บได้ในช่วงอายุ 4-5 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าทำลายของหนอนกอ เนื่องจากหนอนกอมักจะเข้าทำลายตะไคร้ที่มีอายุมากกว่า 5 เดือน

1.6 การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง
1. ไม่ใช้สารเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามใช้ทางการเกษตร ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
2. หยุดใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุในคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
3. จดบันทึกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

2. เทคนิคในการผลิตข่าอ่อน
2.1. เตรียมดิน กำจัดวัชพืชให้หมด และไถตากดินเพื่อกำจัดเชื้อโรคและศัตรูพืชที่มีอยู่ในดิน นอกจากนี้ยังช่วยให้ดินโปร่งระบายน้ำและอากาศได้ดี
2.2. การปลูก ทำเหมือนการปลูกข่าทั่วไป เพียงแต่ใส่แกลบดิบบริเวณโคนต้นเมื่อข่ามีอายุประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ข่าอ่อนมีสีแดงสวย นอกจากนี้แกลบดินยังสามารถย่อยสลายเป็นอินทรีย์วัตถุให้แก่ดินต่อไปได้อีก

3. การแปรรูปข่า ตะไคร้
- ตัวอย่างการนำข่ามาแปรรูป

วิธีการทำน้ำข่า
ส่วนผสม
- ข่าแก่ตากแห้ง 20 กรัม (5 แว่น) อาจใช้ข่าสดแทน 10 – 12 แว่น
- น้ำร้อน 200 กรัม (1 ถ้วยแก้ว)
วิธีทำ
1. นำข่าแก่ที่ตากแห้งแล้วใส่ลงไปในถ้วยกาแฟ 4-5 แว่น
2. ใส่น้ำร้อนเดือดลงไปค่อนถ้วย ปิดฝาถ้วย ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงดื่ม ควรดื่มวันละประมาณ 2-3 ถ้วย จะช่วยให้สบายท้อง
ประโยชน์ของน้ำข่า
คุณค่าทางยา ช่วยขับลมได้อย่างดี เป็นการระบายลมออกมาจากลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว

- ตัวอย่างการนำตะไคร้มาแปรรูป
น้ำตะไคร้ มีวิธีการทำ 2 สูตร ได้แก่

สูตรที่ 1
ส่วนผสม
- ตะไคร้ 20 กรัม (1 ต้น)
- น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ)
- น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ชช้อนโต๊ะ)
วิธีทำ
นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้นๆ ทุบให้แตก ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดกระทั่ง
น้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำจนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามใจชอบ

สูตรที่ 2
ส่วนผสม
- ตะไคร้ 2-3 ต้น
- ใบกะเพรา 1 กำมือ
- ใบเตยหอม 4-5 ใบ
วิธีทำ
1. นำตะไคร้ ใบกะเพรา ใบเตยหอม ล้างให้สะอาด มัดตะไคร้และใบเตย
2. นำพืชทั้ง 3 ชนิดใส่ในหม้อ เติมน้ำพอประมาณ ตั้งไฟอ่อน สักครู่
3. กรองน้ำต้ม ผสมน้ำตาลทราย หรือน้ำเชื่อม รสตามใจชอบ

ประโยชน์ของน้ำตะไคร้
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร
คุณค่าทางยา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดสารพิษแปลกปลอมในร่างกายรวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตสูง
ชาตะไคร้ มีวิธีการทำ ดังนี้
วัตถุดิบ ตะไคร้ ใบเตย

วิธีการทำ
1. นำตะไคร้มาหั่นฝอยล้างน้ำให้สะอาด ลวกน้ำร้อน
2. นำใบเตยมาล้างแล้วหั่นโดยไม่ต้องลวกน้ำร้อน ผึ่งให้แห้ง
3. นำตะไคร้และใบเตยไปคั่วให้เหลือง แล้วสามารถชงเป็นชาได้


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 21 พ.ค. 2018 3:28 pm 
ออฟไลน์
Newbie
Newbie

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 23 เม.ย. 2018 2:37 pm
โพสต์: 9
ดูแลผักแล้วอย่าลืมดูแลผิวหน้าด้วย ปกป้องผิวหน้าจากแสงแดดด้วยนะคะ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

» การปลูก ข่า ตะไคร้ การทำน้ำสกัดชีวภาพ แปรรูปข่า ตะไคร้

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง [ DST ]


กระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ กระทู้ - การปลูก ข่า ตะไคร้ การทำน้ำสกัดชีวภาพ แปรรูปข่า ตะไคร้
 หัวข้อ   เจ้าของ   ตอบกลับ   แสดง   โพสต์ล่าสุด 
ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ วิธีการดูแล ทานตะวัน การปลูก ฤดูที่เหมาะสมในการปลูก การให้ปุ๋ย

Sunflower_Man

2

5649

พฤหัสฯ. 20 ก.ย. 2012 4:05 pm

thezecret ดูข้อความล่าสุด

 


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Powered by phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by Mindphp.com & phpBBThailand.com
[ Time : 0.552s | 18 Queries | GZIP : On ]