เว็บบอร์ดไฟฟ้า

พูดคุยอัพเดดข้อมูลเรื่อง การใช้งานไฟฟ้า คำนวนค่าไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า
วันเวลาปัจจุบัน จันทร์ 19 พ.ย. 2018 7:22 am

» ปลูกมันฝรั่งอย่างไรให้มีคุณภาพดี ป้องกัน โรคต่างๆ การใช้ปุ๋ย มาดูกัน

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง [ DST ]




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 14 ก.ค. 2012 4:24 pm 
ออฟไลน์
Jr. Member
Jr. Member

ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 06 มิ.ย. 2012 4:45 pm
โพสต์: 78
ปลูกมันฝรั่งอย่างไรให้มีคุณภาพดี ป้องกัน โรคต่างๆ การใช้ปุ๋ย มาดูกัน
แนบไฟล์:
คำอธิบาย: มันฝรั่ง
มันฝรั่ง.JPEG
มันฝรั่ง.JPEG [ 17.37 KiB | เปิดดู 6907 ครั้ง ]

1. การผลิตมันฝรั่งให้ปลอดภัยจากสารพิษ

1) ถ้ามีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้เลือกใช้ชนิด อัตรา และรายละเอียด ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
2) ต้องใช้สารเคมีที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายและมีคำแนะนำบนฉลากให้ใช้กับมันฝรั่ง
3) ต้องไม่ใช้สารเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามใช้ในทางการเกษตรตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
4) ต้องหยุดใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุในคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
5) จดบันทึกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้เป็นหลักฐาน

2. การปลูกมันฝรั่งให้มีคุณภาพดี
1) เลือกพันธุ์ปลูก พันธุ์มันฝรั่งที่เหมาะสมสำหรับแปรรูปมีอยู่หลายพันธุ์ควรเลือกพันธุ์ที่มีปริมาณน้ำหนักแห้งสูงกว่าพันธุ์อื่น เช่น พันธุ์แอตแลนติค มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งหรือความถ่วงจำเพาะสูงกว่าพันธุ์เคนนีเบค อย่างไรก็ตามเรื่องพันธุ์ปลูกอาจจะถูกกำหนดโดยบริษัทที่สั่งหัวพันธุ์เข้ามาหรือจากโรงงานแปรรูป ในบางกรณีอาจจะต้องพิจารณาถึงลักษณะอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ผลผลิต ความต้านทานโรค
2) การเตรียมดิน ควรไถตากดินอย่างน้อย 15 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูกเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในดิน
3) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงดินให้ร่วนซุย
4) ใส่ปูนมาร์ลหรือโดโลไมท์ เพื่อปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
5) ควรปลูกมันฝรั่งโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ในช่วงต้นฤดูปลูก เพื่อให้ต้นมันฝรั่งมีช่วงการเจริญเติบโตยาวนานขึ้น มันฝรั่งจะมีการสะสมน้ำหนักแห้งได้มากขึ้นทำให้คุณภาพดี
6) การใส่ปุ๋ย อัตราปุ๋ยที่แนะนำ คือ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ช่วงเตรียมหลุมปลูก และปุ๋ยยูเรีย 25 กิโลกรัม/ไร่+โปแตสเซี่ยมวซัลเฟต อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ ช่วงอายุได้ 20-30 วัน หลังจากปลูก
7) การให้น้ำ ให้น้ำน้อยช่วงเริ่มปลูก และเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หลังจากมันฝรั่งเริ่มเจริญเติบโต และงดการให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 สัปดาห์ อย่าเว้นระยะการให้น้ำนานเกินไป จนความชื้นในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชลดลง เกิน 50 เปอร์เซ็นต์
8 ) วางแผนการพ่นสารเคมีควบคุมโรคและแมลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมันฝรั่งถูกทำลาย ควรหมั่นเดินตรวจแปลงปลูก เพื่อทราบชนิดของโรคและแมลงที่เริ่มปรากฏ ทำให้สามารถวางแผนการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดได้ถูกต้อง
9) เก็บเกี่ยวเมื่อต้นมันฝรั่งอายุแก่เต็มที่ ต้นและใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนอนราบกับพื้นดิน เริ่มแห้งตายหรืออย่างน้อยควรมีอายุได้ 90 วันหลังจากปลูก
10) ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนหลังจากเก็บเกี่ยวมันฝรั่งแล้ว เพื่อลดปัญหาการสะสมของโรคและแมลง


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 14 ก.ค. 2012 4:24 pm 
ออฟไลน์
Jr. Member
Jr. Member

ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 06 มิ.ย. 2012 4:45 pm
โพสต์: 78
สรุปคำแนะนำการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูในมันฝรั่ง

ชนิดของศัตรูพืช : โรคใบไหม้
อาการ :
1. ใบ : จะเกิดแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำ ทรงกลม แล้วลุกลามขยายจนเป็นแผลใหญ่ภายใน 2-3 วัน ตรงกลางแผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาล ขอบแผลเปียกชื้นเป็นสีดำรอบๆ ขอบแผล เมื่ออากาศชื้นหรือหมอกลงจัดจะเกิดเส้นไย มีสปอร์ สีขาวหรือเทาที่วงรอบนอกของแผลบริเวณใต้ใบ แผลจะเริ่มเกิดที่ปลายใบหรือขอบใบ ขนาดตั้งแต่ 0.2-4 เซนติเมตร
2. ลำต้นและกิ่งก้าน : แผลสีน้ำตาลหรือดำ เมื่อเป็นแผลมากจนรอบลำต้นและกิ่งก้าน จะทำให้เกิดการหักพับและแห้งตาย
3. หัว : ผิวเปลือกมีน้ำตาล เมื่อผ่าหัวดูจะพบเนื้อเยื่อหัวรอบนอกแห้งเป็นสีน้ำตาล หัวมันฝรั่งมักเกิดติดเชื้อราที่ถูกน้ำฝนชะจากใบและลำต้นลงไปในดินบริเวณแผลมักมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นเข้าร่วมทำลาย และทำให้เกิดอาการเน่าเพิ่มขึ้นทั้งในแปลงและระหว่างการเก็บรักษา
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในดินแปลงที่เคยมีโรคระบาด
2. เก็บทำลายเศษซากพืช โดยเฉพาะที่เคยเป็นโรคออกจากแปลงให้หมด โดยการเผาหรือฝังดินลึกๆ
3. ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค โดยพ่นทุกๆ 7-10 วัน แต่เมื่ออากาศเริ่มชื้น หมอก น้ำค้างจัด หรือฝนตกชุก อุณหภูมิตอนกลางคืนลดต่ำลงมาก ให้พ่น 3-7 วันต่อครั้ง สารเคมีที่ใช้ได้ผลดี ได้แก่ โพรพีเนบ เมตาแลคซิล+แมนโคเซบ อะลูมินัม แมนโคเซบ มาเนบ ไซม็อกซานิล+แมนโคเซบ และคอปเปอร์ออกซิคลอไรด์ เป็นต้น
4. ถ้าพบอากาศเล็กน้อย ควรใช้วีธีเด็ดใบออกและเผาทำลาย แล้วฉีดพ่นด้วยริโดมิล 25 % ดับบลิวพี

ชนิดของศัตรูพืช : โรคใบจุดสีน้ำตาล
อาการ : บนแผ่นใบมีจุดแผลเล็กๆ สีน้ำตาลที่อาจมีสีคล้ำจนเป็นสีดำ เป็นทรงกลมหรือเหลี่ยมขนาด 2-4 มิลลิเมตร และเป็นแอ่งจมยุบลงไปจากผิวเนื้อเยื่อใบปกติน้อย จุดแผลสีดำเล็กๆนั้น จะเกิดเป็นวงกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ แผลมักปรากฏบนใบมากกว่าที่ลำต้น และมักปรากฏในช่วงที่มันฝรั่งเริ่มลงหัว โดยเกิดที่ใบแก่ซึ่งอยู่ส่วนล่างๆ ของลำต้นก่อน แล้วจึงลุกลามติดกันไป ทำให้ใบเหลือง ร่วง และตาย หัวมันฝรั่งที่เน่าเนื่องจากโรคนี้จะมีแผลลักษณะแห้ง เหนียว สีน้ำตาลคล้ำ ซึ่งจะพบในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่น อากาศร้อน ความชื้นสูง ขาดธาตุอาหาร ทำให้พืชอ่อนแอต่อโรคนี้ และพืชแห้งตายก่อนกำหนด
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ปรับสภาพดินให้เหมาะสมและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
2. เก็บเกี่ยวมันฝรั่ง ควรเก็บเกี่ยวซากพืชที่เป็นโรคฝังดิน ลึกๆ หรือเผาทำลาย
3. พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชเช่น แมนโคเซบ แคบแทน ไอโปรไดโอน ซีเนบ คอปเปอร์-ออกซิคลอไรด์ ฯลฯ ชนิดใดชนิดหนึ่งทุก 7-10 วัน

ชนิดของศัตรูพืช : โรคเหี่ยวและหัวเน่า
อาการ :
1. ลำต้น เนื้อเยื่อที่เป็นโรคเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นใบที่อยู่ส่วนล่างๆ ของลำต้นจะเหลือง และใบที่อยู่สูงขึ้นไปจะเหลืองเป็นดวงๆ ต่อมาต้นจะเหี่ยวแห้งตาย มักพบในช่วงที่มันฝรั่งเริ่มโผล่พ้นดิน จึงถึงอายุประมาณ 50 วัน
2. หัว จะมีสีคล้ำและยุบตัวลงเล็กน้อย ทำให้เกิดเป็นโพรง สีที่เกิดขึ้นในโพรงมีไม่แน่นอนขึ้นกับชนิดของเชื้อฟิวซาเรียม ส่วนขอบแผลบริเวณผิวนอกจะมีเส้นใยของเชื้อและจุดสีขาวเล็กๆ เกิดเป็นวงกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ หัวที่เป็นโรคจะแห้งและแข็ง เมื่ออากาศชื้นแฉะ หัวมันฝรั่งจะเน่าเละ และมักเริ่มจากบริเวณที่หัวติดกับไหล โดยเป็นแผลสีน้ำตาลลึกลงไปในหัวถ้าใช้มีดตัดขวางที่หัว ท่อน้ำท่ออาหารจะเป็นสีน้ำตาล
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
2. ปลูกมันฝรั่งในดินที่ยกร่องสูง มีการระบายน้ำดี
3. ปลูกพืชหมุนเวียน
4. หัวพันธุ์ที่ผ่าแล้ว ให้ชุบสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบนโนมิล ผสมกับคลอโรธาโลนิล หรือแคบแทน
5. รองก้นหลุมด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เทอร์ราคลอร์ หรือไรโซเล็กซ์ ฉีดบริเวณโคนต้นเมื่อพบอาการ


ชนิดของศัตรูพืช :โรคลำต้นเน่า
อาการ :
1. ต้นเหี่ยวและใบเหลืองในช่วงกลางวันที่อากาศร้อน ระยะแรกจะเหี่ยวเฉพาะตอนกลางวัน พอตกเย็นหรือกลางคืนจะกลับสดเหมือนเดิม และจะค่อยๆเหี่ยวรุนแรงขึ้น จนในที่สุดต้นจะเหี่ยวอย่างถาวร แล้วแห้งตายทั้งต้น
2. บริเวณลำต้นที่อยู่ระดับผิวดิน หรือใต้ผิวดินลงไปเล็กน้อย มีเส้นใยสีขาวจากเชื้อราขึ้นอยู่ทั่วต้นและบริเวณพื้นดินโดยรอบ พร้อมกับเกิดอับสปอร์เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ คล้ายเมล็ดผักกาด เมื่อเริ่มเกิดจะมีสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำหรือน้ำตาล เมื่อแก่มีจำนวนมากมองเห็นได้ชัด
3. หัวมันฝรั่งที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย อาจเน่าในแปลงก่อนการเก็บเกี่ยว หรือในระหว่างการเก็บรักษา และระหว่างการขนส่ง
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ถอนทำลายต้นที่เป็นโรค แล้วนำไปเผา
2. ไถพรวนดินลึกๆ ก่อนปลูกเพื่อกลบหรือฝังเศษซากพืช
3. ควรใส่ปูนขาวปรับปรุงดิน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์
4. แปลงที่โรคระบาดมาก่อน ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่น เช่น ข้าวข้าวโพด ฯลฯ
5. คลุกท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คีโตซีน หรือ ไอโปรไดโอน
6. ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาผสมดินเวลาปลูก จะเป็นวิธีที่ควบคุมและป้องกันโรคได้ดี

ชนิดของศัตรูพืช :โรคโคนเน่าและแผลสะเก็ดดำ
อาการ :
พืชจะแสดงอาการได้ระยะ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต
1. ระยะปลูก เชื้อจะเข้าทำลายหน่อหรือต้นอ่อนที่งอกออกมาจากหัวพันธุ์ ทำให้หน่อไม่เจริญงอกมาเป็นต้นกล้า
2. ระยะต้นกล้า เนื้อเยื่อของต้นกล้าที่เจริญเติบโตขึ้นมาเหนือดินแล้ว จะพบแผลสะเก็ดสีน้ำตาลที่เนื้อเยื่อของลำต้นบริเวณผิวดิน และไหลที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นที่เป็นแผลจะเห็นแผลสะเก็ดยุบตัวลงกว่าเนื้อเยื่อของพืชปกติเล็กน้อย ขนาดและรูปร่างของแผลไม่แน่นอน
3. ระยะสร้างหัว จะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อสาเหตุที่บริเวณโคนลำต้น และทำความเสียหายแก่เนื้อเยื่อบริเวณนั้น นอกจากนั้นบริเวณผิวเปลือกของหัวมันฝรั่งมักพบกับ
สปอร์กันแน่นเป็นเม็ดแข็งสีน้ำตาลแก่ หรือสีดำ ขนาดรูปร่างไม่แน่นอน
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นธัญพืชหรือพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าว เป็นต้น
2. ไม่ควรปลูกหัวพันธุ์ให้ลึกเกินไป เพราะจะทำให้หัวพันธุ์มีโอกาสเน่าสูง
3. ไม่ปล่อยให้มีน้ำขังแฉะโคนต้นในระยะต้นกล้า
4. เมื่อพบต้นที่เป็นโรคระยะแรกในแปลง ควรขุดต้นที่เป็นโรคและดินบริเวณรอบๆ ต้น ใส่ถุงแล้วเผาทำลาย ในระยะที่โรคแพร่ระบาดในแปลงปลูกสามารถใช้สารเคมีลดการแพร่ของโรคต่อไปได้ เช่นใช้สารเคมีพีซีเอ็นบีคลุกกับดินในแถวปลูก5. คลุกท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมีควินโตซิน สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุที่อาจติดมากับท่อนพันธุ์ สำหรับดินที่เคยมีโรคระบาดรุนแรงมาก่อน ใช้วิธีนี้จะไม่ได้ผล

ชนิดของศัตรูพืช :โรคไส้เดือนฝอยรากปม
อาการ :
1. อาการเหนือดิน : ลำต้นสั้น แคระแกน ใบเหลือง แก่เร็ว บางครั้งอาจพบอาการต้นเหี่ยวตอนกลางวัน และกลับฟื้นตัวในตอนเย็น
2. อาการใต้ดิน : รากเกิดปมเมื่อมันฝรั่งเริ่มลงหัว ไส้เดือนฝอยก็จะเข้าทำลายหัวอีก ทำให้ติดหัวน้อยลง และผิวไม่เรียบ เกิดปุ่มปมเหมือนหูด
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ไถพรวนดินให้ลึก ทำให้ดินแน่นเพื่อให้มันฝรั่งสามารถสร้างหัวในดินที่ระบายน้ำดี ทำให้ไส้เดือนฝอยถูกพาไปกับสายน้ำไม่สามารถมารวมกันอยู่ที่บริเวณหัว
2. กรณีพื้นที่เป็นที่ลุ่ม ให้ไขน้ำท่วมแปลง เพราะการปล่อยให้น้ำขังนานๆ จะทำให้ปริมาณไส้เดือนฝอยลดลง
3. ปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าวถั่วลิสง ตะไคร้ ปอเทือง และไม่ควรปลูกพริก มะเขือ มะเขือเทศ แตงต่างๆ ถั่วเขียว ผักชี กระเจี๊ยบเขียว ผักกาดหอม คะน้า และมะละกอ ก่อนหรือตามหลังการปลูกมันฝรั่ง
4. ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพื่อทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น และเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นศัตรูธรรมชาติของไส้เดือนฝอย
5. กำจัดวัชพืชพวกใบกว้าง ซึ่งเป็นพืชอาศัยของไส้เดือนฝอย
6. เก็บรากและหัวที่มีไส้เดือนฝอยฝังตัวอยู่ออกนอกแปลงนำไปฝังหรือเผาทิ้ง
7. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
8. ควรใช้สารเคมีกำจัดไส้เดือนฝอย เช่นฟูราดาน 3 จี (คาร์โบฟูราน)
9. ปลูกดาวเรืองก่อนหรือหลังร่วมกับการปลูกมันฝรั่ง ทำให้ปริมาณไส้เดือนฝอยลดลง เพราะดาวเรืองมีสารช่วยขับไล่ไส้เดือนฝอย

ชนิดของศัตรูพืช :โรคเหี่ยวเขียว
อาการ :
ต้นมันฝรั่งจะแสดงอาการเหี่ยวที่ด้านหนึ่งด้านใด หรือซีกหนึ่งซีกใดของต้นก่อน ใบจะมีสีเหลืองซีด ห่อเหี่ยว ยอดซบตกลงสู่ดิน จากนั้นอาการเหี่ยวจะปรากฏทั้งต้นภายใน 2 สัปดาห์ และฟุบตายในที่สุด
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค ซึ่งผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้
2. ไม่ปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคมาก่อน
3. ถอนต้นที่เป็นโรคที่พบในแปลงใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปทิ้ง ระวังอย่าให้ดินที่รากหล่นลงในแปลง แล้วใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วหลุมและกันไม่ให้น้ำไหลผ่านดินบริเวณที่พบต้นเป็นโรคอย่างน้อย 3 วัน
4. สำหรับแปลงที่เกิดโรค ให้เก็บผลผลิตเร็วกว่าปกติ
5. เก็บเกี่ยวหัวมันฝรั่งด้วยความระมัดระวังอย่าให้ช้ำ หรือพยายามให้เกิดแผลน้อยที่สุด และคัดแยกหัวที่เป็นโรคไว้ต่างหาก

ชนิดของศัตรูพืช :โรคเน่าดำและเน่าเละ
อาการ :
1. อาการเน่าดำจะปรากฏที่ต้น หลังจากเชื้อเข้าทำลายหัวมันฝรั่งในดิน โดยมีอาการเน่าเละต้นอ่อนที่เป็นโรคจะแคระแกร็น เหลืองซีด ม้วนงอราบกับดินและตายภายในที่สุด
2. หัวที่เป็นโรคเน่าเละ ผิวจะนิ่มสีดำ
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
2. เลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชตระกูลเดียวกันมาก่อน
3. หลีกเลี่ยงการปลูกในดินที่ชื้นแฉะ ระบายน้ำไม่ดี
4. อย่าให้น้ำมากเกินความจำเป็น
5. เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวังอย่าให้หัวพันธุ์มันฝรั่งช้ำหรือเกิดบาดแผล
6. อย่าให้หัวมันฝรั่งถูกแดด เพราะความร้อนทำให้โรคลุกลามรุนแรงขึ้น
7. ปล่อยหัวมันฝรั่งให้แห้งสนิทก่อนเข้าโรงเก็บในโรง และคอยแยกหัวพันธุ์ที่เน่าระหว่างการเก็บรักษาทิ้ง
8. ป้องกันการระบาดของแผลในโรงเก็บ ทั้งนี้โรงเก็บควรมีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่อับชื้น

ชนิดของศัตรูพืช :โรคเน่าวงแหวน
อาการ :
มักพบในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง ต้นพืชจะเหี่ยว ใบล่างอ่อนลู่ลงกระทบดิน ขอบใบเหลือง แห้ง และม้วนขดงอขึ้นตามขอบใบ อาการเหลืองเกิดระหว่างเส้นใบและตายอย่างรวดเร็ว ถ้าผ่าหัวมันฝรั่งที่เป็นโรคจะว่ามีสีเทา เหลือง น้ำตาลดำ และแดง เป็นต้น แต่ไม่มีของเหลวข้นไหลออกจากส่วนของท่อน้ำท่ออาหาร ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างจากโรคเหี่ยว
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค และหลีกเลี่ยงผ่าหัวปลูกถ้าหาก ผ่าหัวพันธุ์ ควรใช้มีดที่สะอาดและจุ่มแอลกอร์ฮอล์ 70 % หรือคลอร์ร็อกซ์ 10 % ทุกครั้งที่ผ่าหัว เพื่อฆ่าเชื้อที่ติดมากับมีดไม่ให้ติดไปกับหัวพันธุ์อื่น
2. ทำลายต้นมันฝรั่งที่หลงข้ามฤดูปลูกให้หมดจากแปลงก่อนการปลูกจากหัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
3. ทำความสะอาดเครื่องมือทางการเกษตรและภาชนะบรรจุหัวมันฝรั่งด้วยยาเชื้อแอลกอฮอล์ 70 % หรือคลอร์ร็อกซ์ 10 % ไม่ควรนำถุงเก่าที่เคยใช้บรรจุมันฝรั่ง มาใช้อีกนี้ให้น้ำพืชอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่มันฝรั่งลงหัว

ชนิดของศัตรูพืช :โรคขี้กลากหรือแผลสะเก็ด
อาการ :
เกิดรอยแผลสะเก็ดเป็นรอยแตกที่ผิวและเป็นร่องลึกลงไปในหัวมันฝรั่ง โดยมากมีลักษณะกลมขนาด 10 มิลลิเมตร แผลลึกประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ถ้าผ่าดูเนื้อเยื่อจะมีสีน้ำตาลและแข็งเป็นไต
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำที่เดิม หรือการปลูกต่อจากพืชที่อ่อนแอต่อโรคขี้กลาก เช่น ผักกาดหัว
2. ปลูกมันฝรั่งพันธุ์ต้านทานโรค
3. รักษาความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ระหว่าง 5-5.2
4. ชุบหัวมันฝรั่งเพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดในโรงเก็บด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ

ชนิดของศัตรูพืช :โรคใบม้วนงอ
อาการ :
ต้นมันฝรั่งที่เป็นโรคในระยะแรก ใบยอดของมันฝรั่งจะมีอาการม้วนงอ ตั้งตรงขึ้น ไม่มีสีเหลืองซีด หลังจากปลูกได้ประมาณ 1 เดือน แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วง ชมพู หรือแดง ระยะต่อมาบริเวณฐานใบจะม้วนมากขึ้น ต้นแคระแกร็น ใบที่ม้วนจะย่น ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีม่วง ในพันธุ์ที่อ่อนแอจะเกิดแผลสีน้ำตาลที่ระบบท่อน้ำท่ออาหาร
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ไม่เป็นโรค
2. พ่นสารฆ่าแมลงแบบดูดซึม เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน และแมลงปากกัดบางชนิด เพราะแมลงเหล่านี้อาจเป็นพาหะในการนำโรค
3. หมั่นตรวจตราและสังเกตมันฝรั่งในแปลงอยู่เสมอ หากพบต้นที่เป็นโรคควรถอนทิ้งหรือทำลายต้นที่เป็นโรคทันที

ชนิดของศัตรูพืช :โรคใบด่าง
อาการ :
1. ไวรัสมันฝรั่ง X : อาการใบด่างไม่ชัดเจนบนต้นที่เป็นโรคขนาดใบเล็กลง ต้นแคระแกร็น ในพันธุ์ที่อ่อนแออาจทำให้เกิดอาการยอดแห้งตาย
2. ไวรัสมันฝรั่ง Y : อาการใบบิดเบี้ยว ปลายใบม้วนตกลง ใบด่างเห็นได้ชัดเจน ต้นแคระแกรน ในพันธุ์ที่อ่อนแออาจทำให้เกิดอาการยอดแห้งตาย
3. ไวรัสมันฝรั่ง S : มักไม่ปรากฏอาการให้เห็นชัดเจนบนต้นมันฝรั่งที่ปลูกเพื่อการค้า แต่ในบางพันธุ์เมื่อเป็นโรคจะมีอาการด่าง ใบย่นและต้นแคระแกรน
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
2. พ่นสารฆ่าแมลงแบบดูดซึม เช่น คาร์โบซัลแฟน เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน และแมลงปากกัดบางชนิด
3. หมั่นทำความสะอาดแปลงปลูก และพื้นที่ใกล้เคียงแปลงปลูกเสมอ รวมทั้งการกำจัดวัชพืช

ชนิดของศัตรูพืช :ผีเสื้อเจาะหัวมันฝรั่ง
อาการ :
เป็นแมลงทำลายหัวมันฝรั่งในโรงเก็บ ทำความเสียหายต่อผลผลิต 50-100 % สามารถทำลายมันฝรั่งตั้งแต่ในแปลงปลูก หนอนวัยเล็กจะชอนใบพออายุมากขึ้นจะกัดกินส่วนต้นแล้วเจาะเข้าไปทำลายหัวที่อยู่ใต้ดิน หนอนโตเต็มที่ยาว 1 เซนติเมตร ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อมีปีกสีน้ำตาล เมื่อกางปีกออกมีขนาดกว้าง
1.4 เซนติเมตร พบทั่วไปในโรงเก็บหัวมันฝรั่ง และหัวพันธุ์ที่เก็บในโรงเก็บในโรงเรือนหรือบรรจุในภาชนะที่ปิดมิดชิด
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ปลูกพืชอื่นสลับกับมันฝรั่ง
2. เก็บหัวมันฝรั่งหลังเก็บเกี่ยวทันที ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลง เพื่อป้องกันการเข้ามาวางไข่ของแม่ผีเสื้อ
3. เก็บหัวพันธุ์ในกล่องกระดาษ 10 กิโลกรัมต่อกล่อง ปิดฝากล่องให้มิดชิด แล้วเก็บไว้ในที่ร่วม หรือในโรงเรือนบุด้วยตาข่าย หรือห้องเย็น
4. ช่วงผึ่งหัวพันธุ์ก่อนปลูก พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย (เซนทารี 60 กรัม) หรือเฟนวาเลอเรต (20 % อีซี) อัตรา 20 มิลลิลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20 % อีซี) อัตรา 50 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร

ชนิดของศัตรูพืช :หนอนกระทู้กัดต้น
อาการ :
หนอนจะเข้าทำลายต้นในตอนกลางคืน โดยการกัดส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดินให้ขาดคล้ายกับใช้มีดตัด และหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินในตอนกลางวัน หนอนเข้าทำลายต้นพืชตั้งแต่หลังปลูกจนอายุ 1 เดือน และทำลายหัวถ้าเก็บเกี่ยวช้า หนอนมีสีดำ ขนาดโตเต็มที่ยาว 3-4 เซนติเมตร และเข้าดักแด้อยู่ใต้ดิน เมื่อเป็นผีเสื้อจะมีปีกกว้าง 2.5-3 เซนติเมตร มีสีดำปนน้ำตาล
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ไถพรวนตากหน้าดิน หรือไขน้ำท่วมแปลง เพื่อกำจัดดักแด้ ก่อนเตรียมแปลงปลูก
2. เมื่อต้นพืชถูกทำลายให้ใช้เหยื่อพิษทำลายหนอนโดยผสมรำข้าว กากน้ำตาล และสารฆ่าแมลงเฟนิไตรไธออน (ซูมิไธออน 50 % อีซี) โรยรอบๆ ต้นหรือหว่านให้ทั่วแปลงตอนพลบค่ำ ผสมเหยื่อพิษแล้วควรใช้ทันทีไม่ควรเก็บไว้นาน
3. ติดกับดักแสงไฟ เพื่อล่อแมลงผีเสื้อมาทำลายในตอนกลางคืน

ชนิดของศัตรูพืช :แมลงวันหนอนชอนใบ
อาการ :
ตัวเต็มวัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบพืช มีสีใส กลมรี ขนาด 0.5-1 มิลลิเมตร หลังจากนั้นจะฟักตัวหนอนที่ไม่มีขาแล้วจะชอนใบเป็นทางคดเคี้ยวและแห้ง ลำตัวของหนอนยาว
3-4 มิลลิเมตร และใสจนสามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้ หนอนจะเข้าดักแด้บนใบพืช ตัวเต็มวัยจะเป็นแมลงวันขนาดเล็กมีปีกโปร่งใส 1 คู่ มองเห็นเส้นปีกได้ชัดเจน ลำตัวสีเหลืองสลับดำ ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร จะทำลายพืชตระกูลแตงและกะหล่ำ
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองดักจับตัวเต็มวัยในแปลงปลูก อัตรา60-80 กับดักต่อไร่
2. เมื่อพบใบพืชถูกทำลายมากกว่า 30 % ของแปลง พ่นสารฆ่าแมลงประเภทดูดซึมพวกคาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20 % อีซี) อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ชนิดของศัตรูพืช :เพลี้ยไฟ
อาการ :
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเข้าทำลายพืชตั้งแต่ช่วงปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอดอ่อนและใบพืช ส่วนที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
ตัวอ่อนของเพลี้ยไฟมีสีเหลือง ขนาด 0.5-1 มิลลิเมตร และไม่มีปีก เมื่อโตเต็มที่จะทิ้งตัวเข้าดักแด้ในดิน ตัวแก่มีสีเหลือง ขนาด 1-1.5 มิลลิเมตร และมีปีก 2 คู่แบบขนนกสีดำ ปีกไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เมื่อถูกรบกวนจะซ่อนอยู่ใต้ขนของพืช
วิธีการป้องกันกำจัด :
หมั่นสำรวจแปลงปลูก เมื่อพืชแสดงอาการกร้านใบมีสีม่วงตามเส้นใบและตัวใบมากกว่า 30 % ของแปลง ให้พ่นสารฆ่าแมลงพวก อิมิดาโคลพริด (คอนฟิดอร์ 5 % เอสอี) อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร การพ่นสารฆ่าแมลง 1 ชนิด สามารถกำจัดแมลงอื่นๆ ได้ด้วย เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และแมลงวันหนอนชอนใบ

ชนิดของศัตรูพืช :เพลี้ยอ่อน
อาการ :
เพลี้ยอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอดและใบอ่อน ทำให้พืชแสดงอาการใบเหลืองบิดเบี้ยว เพราะเพลี้ยอ่อนจะขับถ่ายน้ำหวานออกมาทำให้มดชอบกิน ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ
เพลี้ยอ่อนมี 2 ชนิด คือ แบบไม่มีปีก และมีปีก
แบบไม่มีปีก : จะมีสีเหลืองปนเขียวเล็กน้อย รูปร่างคล้ายลูกแพร์ ลำตัวยาว 2-2.5 มิลลิเมตร ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม เมื่อมีอาหารเพียงพอและสภาพแวดล้อมเหมาะสม
แบบมีปีก : จะพบเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมและขาดแคลนอาหาร เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปหาอาหารที่อื่น เพลี้ยอ่อนแบบมีปีกนั้นลำตัวมีสีเหลืองอ่อน และยาว 2 มิลลิเมตร รูปร่างคล้ายเพลี้ยไก่แจ้
วิธีการป้องกันกำจัด :
1. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่มีดอกสีเหลือง และกำจัดวัชพืชที่มีดอกสีเหลืองบริเวณใกล้กับแหล่งปลูก เพราะเพลี้ยอ่อนชอบสีเหลือง
2. เมื่อพบกลุ่มของเพลี้ยอ่อน ให้พ่นสารฆ่าแมลงเป็นจุด จะเป็นการกำจัดก่อนการแพร่ระบาดและเป็นการกำจัดมดไปด้วย
3. เมื่อมีการระบาดของเพลี้ยอ่อน ให้พ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวกับเพลี้ยไฟ หรือแมลงหนอนชอนใบ


คุณลักษณะ/มาตรฐานของมันฝรั่ง ตามความต้องการของตลาด

คุณภาพมันฝรั่งที่โรงงานต้องการ
1. มีปริมาณแป้งสูงและปริมาณน้ำตาลในหัวต่ำ
2. หัวมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป
3. หัวมันฝรั่งมีสภาพสมบูรณ์ไม่มีแผล ไม่เน่าเสีย ไม่มีหัวเขียว

ความสำคัญของคุณภาพ
1. หัวมีปริมาณแป้งสูง เมื่อแปรรูปเสร็จแล้วจะได้น้ำหนักดี รวมทั้งขณะที่กำลังทอดจะอมน้ำมันน้อย ทำให้ประหยัดน้ำมันที่ใช้ทอด
2. ปริมาณน้ำตาลต่ำ เมื่อนำไปทอดจะมีสีเหลืองสวย ถ้าปริมาณน้ำตาลสูงเมื่อนำไปทอดแล้วจะเกิดสีน้ำตาลไหม้มีรสขม
3. หัวขนาดใหญ่ สูญเสียน้ำหนักน้อยเวลาปอกเปลือก เมื่อเทียบกับหัวขนาดเล็ก
4. หัวมันฝรั่งที่สมบูรณ์ไม่มีแผล จะเก็บรักษาไว้ได้นานไม่เน่าเสียก่อนการแปรรูป
5. หัวมันฝรั่งมีสีเขียว เมื่อนำไปแปรรูปจะมีรสขมและอาจเกิดสารพิษต่อผู้บริโภค

การกำหนดคุณภาพ
1. การวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของหัวมันฝรั่ง หรือวัดค่าความถ่วงจำเพาะของหัวมันฝรั่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพ
- โรงงานแปรรูปสากลต้องการความเหมาะสมในการแปรรูปเป็นหัวมันฝรั่งแผ่น ต้องมีน้ำหนักแห้ง 22-24 เปอร์เซ็นต์ หรือ มีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.085
- โรงงานแปรรูปในประเทศไทยกำหนดคุณภาพของหัวมันฝรั่งที่มีน้ำหนักแห้งไม่ต่ำกว่า 17.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ มีค่าความถ่วงจำเพาะตั้งแต่ 1.070 ขึ้นไป
เนื่องจากน้ำหนักแห้งและความถ่วงจำเพาะของหัวมันฝรั่งมีความสัมพันธ์กับปริมาณแป้งในหัวน้ำหนักแห้ง หรือความถ่วงจำเพาะมีค่าสูง แสดงว่ามีปริมาณแป้งมาก ถ้าหัวมันฝรั่งยิ่งมีน้ำหนักแห้งหรือค่าความถ่วงจำเพาะสูง ก็จะเพิ่มมูลค่าของหัวมันฝรั่งให้มีราคาสูงขึ้น ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งส่งโรงงาน ต้องปลูกมันฝรั่งให้ได้คุณภาพตามที่โรงงานต้องการ
2. ปริมาณน้ำตาลในหัวมันฝรั่ง มีความสำคัญต่อการกำหนดคุณภาพในการแปรรูปเป็นมันฝรั่งทอดแบบแผ่น
- น้ำตาลรีดิวซิ่งพวกกลูโคสและฟรุกโตส โดยเฉพาะปริมาณน้ำตาลรีดิวซิ่งควรมีในหัวมันฝรั่งได้ไม่เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ถ้าหัวมันฝรั่งมีปริมาณน้ำตาลสูง เมื่อนำไปทอดน้ำมันจะทำปฏิกิริยากับโปรตีน หรือกรดอมิโนทำให้เกิดสีน้ำตาลไหม้ขึ้น โดยทั่วไปโรงงาน ยังไม่มีการกำหนดปริมาณ น้ำตาล ในหัวมันฝรั่งที่เป็นตัวชี้คุณภาพในการรับซื้อ เนื่องจากการวัดปริมาณน้ำตาลในหัวมันฝรั่งค่อนข้าง ยุ่งยาก และใช้ระยะเวลานาน ไม่เหมือนกับการวัดหาปริมาณน้ำหนักแห้งหรือความถ่วงจำเพาะ นอกจากนี้ปริมาณน้ำตาลในหัวมันฝรั่งมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการเก็บรักษา

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของมันฝรั่ง
1. พันธุ์ มันฝรั่งแต่ละพันธุ์มีปริมาณแป้งและปริมาณน้ำตาลในหัวแตกต่างกัน ทำให้การแปรรูปแตกต่างกันด้วย
2. ช่วงวันปลูก มันฝรั่งที่ปลูกก่อนในต้นฤดูจะมีคุณภาพดีกว่ามันฝรั่งที่ปลูกล่าช้าในฤดูปลูก คือจะมีน้ำหนักแห้ง และความถ่วงจำเพาะสูง
3. ฤดูปลูก มันฝรั่งในฤดูหนาวจะมีน้ำหนักแห้งหรือความถ่วงจำเพาะสูงกว่ามันฝรั่งที่ปลูกในฤดูฝน
4. อุณหภูมิในช่วงฤดูปลูก ถ้ามีอุณหภูมิสูง จะทำให้น้ำหนักแห้งของมันฝรั่งลดลง
5. การใส่ปุ๋ย ถ้าใส่ปุ๋ยมากโดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ทำให้มันฝรั่งมีน้ำหนักแห้งหรือความถ่วงจำเพาะต่ำ ปริมาณน้ำตาลสูงขึ้นคุณภาพการแปรรูปจะลดลง
6. การให้น้ำ ถ้าให้น้ำมากเกินไปโดยเฉพาะช่วงที่มันฝรั่งเริ่มแก่ ทำให้หัวมันฝรั่งมีน้ำมากปริมาณน้ำหนักแห้งในหัวจะลดลง การเว้นระยะการให้น้ำนานเกินไปจนมันฝรั่งขาดน้ำเป็นช่วงๆ จะทำให้มันฝรั่งมีการเจริญเติบโตไม่ดี ผลผลิตและคุณภาพจะลดลง
7. โรคและแมลง ต้นมันฝรั่งที่ถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลาย ทำให้การสร้างอาหารลดลง การสะสมอาหารที่หัวน้อยลงเป็นผลให้ผลผลิต และน้ำหนักแห้งของหัวลดลง
8. อายุเก็บเกี่ยว เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพของหัวมันฝรั่ง การเก็บเกี่ยวมันฝรั่งที่อายุยังอ่อน จะมีปริมาณน้ำหนักแห้งในหัวต่ำ และมีปริมาณน้ำตาลสูง ทำให้คุณภาพการแปรรูปไม่ดี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

» ปลูกมันฝรั่งอย่างไรให้มีคุณภาพดี ป้องกัน โรคต่างๆ การใช้ปุ๋ย มาดูกัน

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง [ DST ]


กระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ กระทู้ - ปลูกมันฝรั่งอย่างไรให้มีคุณภาพดี ป้องกัน โรคต่างๆ การใช้ปุ๋ย มาดูกัน
 หัวข้อ   เจ้าของ   ตอบกลับ   แสดง   โพสต์ล่าสุด 
ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ การผลิตกล้วยไม้ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง โรค ป้องกัน การใช้ปุ๋ย

Sunflower_Man

0

1477

พุธ 06 มิ.ย. 2012 6:58 pm

Sunflower_Man ดูข้อความล่าสุด

ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ วิธีการปลูกมะเขือเทศพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โรคต่างๆ ปุ๋ย

Sunflower_Man

2

4394

อังคาร 26 ก.พ. 2013 11:41 pm

LetItBe ดูข้อความล่าสุด

ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ มาดูวิธีการเตรียมปลูกมันเทศให้เหมาะสม โรคต่างๆ และการป้องกัน

Sunflower_Man

2

9578

อังคาร 14 พ.ค. 2013 12:57 am

ลุงหนวด ดูข้อความล่าสุด

ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ การปลูกไม้ประดับ ไร้สารพิษตกค้าง ปลอดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ย

Sunflower_Man

0

2511

พุธ 06 มิ.ย. 2012 5:35 pm

Sunflower_Man ดูข้อความล่าสุด

ไม่มี ข้อความใหม่ ที่คุณยังไม่ได้อ่านในหัวข้อนี้ ไฟล์แนบ ปลูกต้นเกาลัด ไม้ยืนต้น วิธีการคัดพื้นที่ พันธุ์เกาลัด การใช้ปุ๋ย

Sunflower_Man

1

9069

เสาร์ 14 ก.ค. 2012 5:24 pm

Sunflower_Man ดูข้อความล่าสุด

 


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
cron
Powered by phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by Mindphp.com & phpBBThailand.com
[ Time : 0.138s | 18 Queries | GZIP : On ]